ผสมวัสดุ ผสานสไตล์

ผสมวัสดุ ผสานสไตล์

อาคารสีเหลืองอ่อนที่ดูสงบเรียบง่ายและกลมกลืนไปกับบริบทรอบข้างอันเป็นธรรมชาติคือส่วนพักอาศัยที่ขยายเชื่อมต่อมาจาก TITA Gallery พื้นที่จัดแสดงงานและร้านกาแฟที่นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาย่าน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รู้จักกันเป็นอย่างดี สถาปนิกเล่าให้ฟังถึงความยากในการออกแบบว่าเป็นเพราะที่ดินซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดและมีรูปร่างคดเคี้ยว การออกแบบและวางผังจึงต้องคำนึงถึงเรื่องระยะร่นตามกฎหมายและสร้างความเชื่อมต่อกับอาคารเดิมทั้งเรื่องการใช้งานรวมถึงลักษณะภายนอกของตัวอาคารอีกด้วย โดยออกแบบให้ตัวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของรั้วเพื่อประหยัดพื้นที่ และไม่ใช้รูปทรงหลังคาที่ใหญ่เกินไปเพื่อให้ตัวอาคารสูงสามชั้นไม่ดูแปลกแยกไปจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง

นอกจากนั้นยังเลือกใช้แป็นเกล็ดไม้สักซึ่งปกติมักนำไปใช้ทำหลังคามาสร้างมาตกแต่งด้านหน้าตัวอาคารบริเวณชั้นหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมต่อของวัสดุและลดทอนความแข็งกระด้างของตัวอาคารในรูปแบบโมเดิร์นให้ดูนุ่มนวลมากขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากคือสีเหลืองนวลของตัวอาคารซึ่งได้จาการขุดบ่อดินลึกกว่า 200 เมตร เพื่อนำดินสีเหลืองทองซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของดินในอำเภอแม่ริมมาผสมกับปูนฉาบอาคารในรอบสุดท้าย โดยคลุกเคล้ากับเศษฟางสับเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ ลดการแตกร้าว เป็นการนำเทคนิคจากงานเซรามิกมาประยุกต์ใช้กับงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินเซรามิกชาวเชียงราย เป็นผู้ถ่ายทอดให้ ทำให้ได้อาคารที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สะท้อนตัวตนที่ชัดเจนของเจ้าของบ้านซึ่งเป็นนักสะสมงานศิลปะได้เป็นอย่างดี

 

มุมมองจากด้านหน้าอาคารเห็นการผสมผสานวัสดุทั้งผนังปูนสีเหลืองอ่อน  ผนังไม้แป้นเกล็ด ที่อยู่ร่วมกับจังหวะของช่องหน้าต่างและแนวรั้วปูนเปลือย ที่ดูกลมกลืนเข้ากันได้อย่างลงตัว 

พื้นที่ใช้สอยภายในอาคารแบ่งตามลำดับการเข้าถึงของอาคารดังนี้ โดยชั้นล่างแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านหน้าใช้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้า มุมทำงานและแกลลอรี่ ส่วนด้านหลังเป็นพื้นที่โล่งๆที่วางโต๊ะยาวใช้เป็นมุมนั่งเล่นและมุมรับประทานอาหารและมุมครัวเล็กๆ ถัดขึ้นมาชั้นสองมีห้องเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องกับสวนและระเบียงภายนอก ส่วนด้านหลังมีห้องนอนสำหรับแขกหนึ่งห้อง และชั้นบนสุดเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบ้านมีเพียงห้องนอนใหญ่และห้องแต่งตัว

โดยภายในบ้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายโดยเน้นแสดงสัจจะของวัสดุให้มากที่สุดทั้งในส่วนพื้นและผนัง รวมทั้วนำไม้จริงที่มีพื้นผิวสวยงามตามธรรมชาติมาใช้เป็นหลัก นำของตกแต่งสไตล์พื้นถิ่นที่มีลวดลายจักสานมาใช้ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นได้อย่างลงตัว นอกจากนั้สถาปนิกยังแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่จำกัดของบ้านด้วยการเพิ่มระดับความสูงในแต่ละชั้นเป็น 3.25 เมตร และขยายความสูงหน้าต่างเป็น 2.80 เมตร เพื่อเพิ่มความโปร่งสบายและบรรยากาศที่ดีให้บ้าน ถือเป็นตัวอย่างของการผสมผสานทั้งในแง่ของประโยชน์ใช้สอยและวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งให้สอดประสานเข้ากันได้อย่างลงตัว
  

บรรยายแปลน

1. เรือนจําหน่ายงานฝีมือ   2. แกลเลอร่ี   3. มุมทํางาน   4. ห้องน้ํา   5. ส่วนรับประทานอาหาร   6. แพนทร่ี   7. ทางเข้าหลัก

8. มุมเก็บรองเท้า   9. ส่วนบริการ   10. ท่ีจอดรถ    11. พื้นที่อเนกประสงค์     12. ห้องนอนแขก   13. ระเบียง     14. สวน

15. ห้องนอนใหญ่   16. ส่วนแต่งตัว 

 

บริเวณช่องหน้าต่างออกแบบให้มีขอบปูนหนาประมาณ 20 ซม.ยื่นออกมาจากผนัง ใช้เป็นลูกเล่นในการตกแต่งตัวอาคารและยังมีประโยชน์ในการช่วยกันแดดกันฝนอีกด้วย

แนวรั้วเป็นแบบกึ่งโปร่งกึ่งทึบโดยด้านล่างทำเป็นผนังปูนเปลือยส่วนด้านบนตีไม้ระแนงแบบเว้นร่องซึ่งช่วยให้อากาศถ่ายเทและเชื่อมต่อมุมมองกับแนวต้นไม้ที่อยู่รอบๆทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูร่มรื่นมากขึ้น

 

บริเวณชั้นล่างของบ้านทำเป็นโถงโล่งๆตกแต่งพื้นและผนังด้วยปูนเปลือยเพื่อให้ดูต่อเนื่องกัน แล้ววางโต๊ะไม้ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวเพื่อใช้งานแบบเอนกประสงค์ ส่วนฝ้าเพดานทำเป็นแบบเปลือยเพื่อเพิ่มพื้นที่แนวตั้งช่วยทำให้ห้องดูโปร่งมากยิ่งขึ้น

บริเวณมุมครัวเน้นการโชว์พื้นผิวจริงของวัสดุ คุมโทนให้มีเพียงสีสันของปูนขัดมัน หินขัดสีดำเข้ม และไม้สีธรรมชาติซึ่งโชว์พื้นผิวของเสี้ยนไม้ช่วยสร้างสัมผัสในการใช้งานให้รู้สึกอบอุ่นมากยิ่งขึ้น 

ข้อดีของการทำระดับฝ้าเพดานให้สูงกว่าปกติคือสามารถเปิดช่องแสงให้มีขนาดที่ใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย ช่วยในการถ่ายเทอากาศและเปิดรับแสงธรรมชาติทำให้บริเวณนี้ดูโปร่งโล่งและสามารถใช้งานในช่วงกลางวันได้อย่างสบายๆโดยไม่ต้องเปิดไฟ

 

สำหรับบ้านที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่มักมีปัญหาเรื่องระยะของบันได สถาปนิกจึงออกแบบชานพักบันไดช่วงแรกให้มีลักษณะคล้ายพื้นยกระดับเพื่อแบ่งช่วงบันไดออกเป็นสองส่วนและช่วยปรับทิศทางการสัญจรทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

ตกแต่งผนังแคบๆใต้บันไดด้วยการทำช่องหน้าต่างเพื่อลดความทึบตันแล้วตกแต่งด้วยปูนฉาบสีเหลืองอ่อนเพื่อเป็นการเชื่อมต่อวัสดุจากภายนอกเข้ามาสู่ภายใน

พื้นที่เอนกประสงค์บริเวณชั้นสองซึ่งใช้เป็นที่รับแขก เจ้าของบ้านนำหมอนอิงที่หุ้มด้วยผ้าทอที่มีกลิ่นอายพื้นถิ่นมาตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์หนังสไตล์คลาสสิค เป็นการผสมผสานวัสดุและสไตล์ที่แตกต่างให้เข้ากันได้ด้วยการจัดองค์ประกอบดูเป็นงานศิลปะที่สามารถใช้งานได้จริง 

 

ออกแบบเตียงนอนแบบง่ายๆแต่มีลูกเล่นด้วยการยกระดับพื้นแล้ววางฟูกเพิ่มส่วนพื้นที่ด้านล่างสามารถใช้เป็นพื้นที่เก็บของไปในตัว โดยกั้นส่วนพื้นที่ด้วยผ้าม่านซึ่งสามารถเปิดเพื่อความต่อเนื่องและเลื่อนปิดเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว

สร้างความอบอุ่นภายในห้องนอนด้วยการตกแต่งผนังหัวเตียงในส่วนที่ต้องสัมผัสด้วยการทำผนังไม้ตีตามตั้ง ส่วนผนังด้านบนตกแต่งให้ดูเรียบเนียนด้วยปูนฉาบสีเหลืองนวลแล้วประดับกรอบรูปงานศิลปะให้เป็นจังหวะที่ล้อไปกับช่องหน้าต่าง

เพิ่มความเป็นส่วนตัวบริเวณห้องรับแขกกบนชั้นสองด้วยการนําอิฐช่องลมมาตกแต่งเป็นผนังบังตาร่วมกับการใช้ม่านม้วนผิวผ้าใบแบบกึ่งโปร่ง ที่ปรับเปลี่ยน ระดับการมองเห็นทั้งจากภายในและภายนอกได้ 

ระเบียงนั่งเล่นแบบเอาท์ดอร์บนชั้นสอง ใช้องค์ประกอบในการตกแต่งทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผ้าทอลายพื้นเมืองหลายสีสัน และร่มสีแดงคันใหญ่ ช่วยบรรยากาศแบบล้านนาได้เป็นอย่างดี

 

บันไดทําผิวปูนขัดมันสีเรียบเช่นเดียวกับพ้ืนบ้านใน ส่วนอื่นๆ แต่เพ่ิมความสวยงามและความปลอดภัย ด้วยการติดตั้งไฟดาวน์ไลต์ดวงเล็กๆตรงขั้นบันไดเป็นระยะ 

เพิ่มประโยชน์บริเวณชานพักบันไดด้วยการออกแบบให้เป็นชั้นวางหนังสือตกแต่งด้วยไม้เพื่อให้เข้ากับบานกรอบหน้าต่างและมือจับบันได

 

สถาปนิกแยกห้องน้ําเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ในแต่ละชั้น ทําให้การเดินงานระบบท่อน้ําง่ายขึ้น ช่วยประหยัดพ้ืนที่และค่าก่อสร้าง เม่ือไม่ใช้งานก็เลื่อนประตูมาปิดเพื่อซ่อนพื้นที่นี้ได้ 

สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นน่าภายในห้องน้ำด้วยการตกแต่งด้วยงานไม้ งานผ้าที่มีรายละเอียดเล็กๆและแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟ

 

โถงบันไดบริเวณกลางบ้านเป็นเหมือนหัวใจของบ้านที่ทำหน้าที่กระจายการใช้งานไปในส่วนต่างๆ สถาปนิกจึงออกแบบให้ดูโปร่งเบาเพื่อให้พื้นที่แต่ละส่วนภายในบ้านดูต่อเนื่องกัน

บานประตูหน้าต่างทั้งหมดภายในบ้านเป็นบานไม้เก่าซึ่งแต่ละบานมีลักษณะไม่เหมือนกัน เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับพื้นและผนังปูนเปลือยที่เรียบโล่งยิ่งขับดูโดดเด่นมากขึ้นถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านนี้

 

บริเวณผนังที่อยู่ปลายเตียงมีประตูและหน้าต่างกว้างๆที่สามารถเปิดไปยังระเบียงช่วยสร้างความโปร่งโล่ง โดยมุมมองจากจุดนี้จะเห็นยอดไม้และทิวเขาที่ิอยู่ภายนอกได้แบบสุดลูกหูลูกตา

และออกแบบผนังหลังหัวเตียงให้มีการเว้นช่องโปร่งที่สามารถมองทะลุไปด้านหลังได้เพื่อสร้างความเชื่อมต่อและลดความทึบตัน 


บริเวณผนังหลังหัวเตียงวางโต๊ะไม้เก่าเพื่อใช้เป็นมุมทำงาน การเจาะช่องโปร่งบนผนังช่วยให้มีแสงธรรมชาติจากภายนอกส่องผ่านเพื่อนำมาใช้งานในส่วนนี้ ส่วนบริเวณผนังปูนโล่งๆแขวนงานศิลปะเพื่อใช้เป็นแกลลอรี่แบบส่วนตัว

 

พื้นที่เก็บของในห้องแต่งตัวตกแต่งอย่างง่ายๆด้วยชั้นแบบโปร่ง ด้านหนึ่งของผนังติดตั้งกระจกเงาบานใหญ่เพื่อช่วยสะท้อนมุมมองและเพิ่มมิติให้ห้องดูกว้างขึ้น

มุมมองจากด้านหลังอาคารมองเห็นตัวอาคารที่ดูสงบนิ่งแฝงตัวอยู่ท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้ใบไม้

 

เจ้าของ : : TITA Gallery
สถาปัตยกรรม : บริษัทสถาปนิก 49 (เชียงใหม่) จํากัด
โดยคุณสวภัทร ไชยฤกษ์ และคุณวีรดา ศิริพงษ์
ขอบคุณข้อมูลจาก  นิตยสารบ้านและสวน

พื้นที่ใช้สอยประมาณ  270  ตารางเมตร
ราคาประเมินงบประมาณในการก่อสร้าง  5.4 ล้านบาท

หมายเหตุ อ้างอิงจากราคาประเมินสิ่งก่อสร้างอาคาร 
ปี พ.ศ. 2558
โดยมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย

สามารถดูแรงบันดาลใจจากคลิปวีดีโองานฉาบขัดมันได้ที่

1) การฉาบขัดมันแบบดั้งเดิม สินค้าที่ใช้ คือ เสือ ซีเมนต์ ฉาบสูตรพิเศษ
https://www.facebook.com/TigerBrandTH/videos/676535939112227/
2) การฉาบขัดมันแบบฉาบแต่งผิว สินค้าที่ใช้ คือ เสือ เดคอร์ Grey Skim Coat (ฉาบแต่งผิวเทา)
https://www.facebook.com/TigerBrandTH/videos/68695479807034

 

แรงบันดาลใจอื่นๆ

  • บ้านไทยร่วมสมัย สไตล์ลอฟท์

  • ผสมวัสดุ ผสานสไตล์

  • MINIMAL LOFT : เรียบง่ายในสัจจะวัสดุ

  • LOFT ECO HOME : เรียบง่ายสไตล์ลอฟท์